บทที่ 6 — เงียบเกินไป
ผมปิดไมโครโฟนด้วยนิ้วที่สั่น แล้วกระซิบให้โจฮวนฟังว่า “พ่ออยู่หน้าห้อง”
“อย่าเพิ่งเปิด” เขาตอบทันที
ชายด้านนอกเคาะอีกสองครั้ง
“เสี่ยวหลิน ได้ยินไหม”
ผมจำเสียงขวดเม็ดยาได้ มันเป็นเสียงพลาสติกกระทบกันสั้น ๆ ตามด้วยเสียงฝาที่ถูกหมุน พ่อจะเตรียมยาใส่ถ้วยเล็กไว้ทุกเย็น เพราะผมเคยเผลอทำเม็ดยาหล่นตอนคลำหาขวด
ปกติผมควรตอบรับ ปกติพ่อควรเปิดประตูเข้ามา แล้วบ่นว่าผมกินยาไม่ตรงเวลา
แต่ตอนนี้กุญแจอยู่ด้านใน และผมยืนห่างประตูเกือบสามก้าว
“ผมง่วงครับ” ผมตอบ “ขออีกสักพัก”
“ยาต้องกินหลังอาหารนะลูก”
“เดี๋ยวผมกิน”
เงียบ
ผมเงี่ยหูฟัง ได้ยินเสียงผ้าถูเบา ๆ กับบานประตู เหมือนชายคนนั้นขยับตัวเข้ามาใกล้
“ล็อกห้องทำไม” เขาถาม
“เผลอล็อกครับ”
“อ้อ”
เสียงลูกบิดหมุนลงช้า ๆ
แกร๊ก
ผมเห็นมันขยับผ่านสายตา ทั้งที่พยายามบอกตัวเองว่าคนตาบอดไม่ควรหันหน้าไปตามการเคลื่อนไหวที่ไม่มีเสียง
ชายคนนั้นหมุนลูกบิดอีกครั้ง
“พ่อเอายาไว้หน้าห้องนะ”
“ครับ”
“อย่าลืมกิน”
“ครับ”
เสียงฝีเท้าถอยออกไปสามก้าว หยุด จากนั้นเริ่มอีกครั้ง
ผมนับโดยไม่รู้ตัว
สี่ ห้า หก
ตามด้วยเสียงรองเท้ากระทบขั้นบันได
ทีละขั้น
จนเงียบ
โจฮวนพูดอะไรบางอย่างจากโทรศัพท์ แต่ผมไม่ได้ตอบ
มีบางอย่างผิดปกติ
ตอนพ่อเดินลงบันไดเมื่อครู่ ผมได้ยินเสียงรองเท้าเพียงไม่กี่ขั้น ทั้งที่บันไดจากห้องผมถึงชั้นล่างมีสิบหกขั้น ผมเคยนับมันเพื่อใช้เดินเองตอนมองไม่เห็น
เขาอาจหยุดกลางบันได
หรือเสียงที่เหลืออาจเบาเกินไป
ผมพยายามหาคำตอบที่ไม่ทำให้ตัวเองดูเป็นคนหวาดระแวง แต่ความเงียบหน้าห้องกลับยิ่งแน่นขึ้นทุกที
ประตูมีช่องว่างใต้บานสูงไม่มากนัก ตอนกลางคืนผมเคยเห็นแถบแสงจากโถงลอดเข้ามา แต่ตอนนี้ยังเป็นเวลากลางวัน แสงสีซีดข้างล่างพอทำให้แยกเงาดำได้
ผมควรอยู่ห่าง ๆ
โจฮวนก็บอกให้ล็อกประตูไว้
แต่ถ้าชายคนนั้นยังยืนอยู่ ผมจำเป็นต้องรู้
ผมค่อย ๆ นั่งยองลงกับพื้น มือหนึ่งยันขอบเตียงไว้เพื่อไม่ให้เข่ากระแทกเสียงดัง อีกมือกำโทรศัพท์แน่น
พื้นไม้เย็นใต้ฝ่ามือ
ผมคืบไปจนอยู่ห่างประตูไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน
ในช่องแสงไม่มีเงารองเท้า
ผมลดตัวลงอีก เอียงศีรษะให้ดวงตาอยู่ใกล้พื้นที่สุด
สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่พื้นโถงทางเดิน
เป็นดวงตาคู่หนึ่ง
มันอยู่ตรงนั้นอยู่ก่อนแล้ว ราวกับรอให้ผมก้มลงมา
ตาขาวกว้างผิดสัดส่วน ตาดำเล็กจิ๋ว และมีเส้นเลือดแดงบาง ๆ พาดผ่านจนดูคล้ายรอยขีดบนกระดาษ
ผมลืมหายใจ
ดวงตานั้นไม่กะพริบ
มันจ้องผ่านช่องใต้ประตูเข้ามาตรงที่ผมนอนอยู่
ผมรู้ทันทีว่าถ้าถอยพรวดเดียว คนด้านนอกจะรู้ว่าผมเห็นเขา
หัวผมว่างเปล่า มือเย็นจัด
ผมปล่อยโทรศัพท์ลงบนพื้นให้เกิดเสียงดังเล็กน้อย แล้วก้มหน้าต่ำกว่าเดิม ใช้มือปัดพื้นไปมา
“อยู่ไหนนะ” ผมพึมพำเสียงดังพอให้ทะลุประตู “เมื่อกี้ทำตกตรงนี้นี่นา”
นิ้วผมแตะขอบโทรศัพท์แล้วแกล้งคลำเลยไป
ตาคู่นั้นยังไม่ขยับ
ผมต้องฝืนไม่มองมัน ทั้งที่ทุกอย่างในร่างกายสั่งให้เงยหน้าหนี
“อ้อ เจอแล้ว”
ผมคว้าโทรศัพท์แล้วค่อย ๆ คลานถอยออกมาอย่างคนหาของเจอ ก่อนลุกขึ้นพยุงตัวกับเตียง
เมื่อเหลือบมองอีกครั้ง ช่องแสงใต้ประตูก็ว่างเปล่า
ผมได้ยินเสียงฝีเท้าจากบันไดจริง ๆ คราวนี้
ชายคนนั้นเดินลงไปช้า ๆ
ผมไม่แน่ใจว่าเขารู้แล้วหรือยัง
ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าแผนแกล้งทำโทรศัพท์ตกนั้นแนบเนียนหรือไม่
“เสี่ยวหลิน” เสียงโจฮวนดังขึ้นหลังผมเปิดไมโครโฟนอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้น ฉันได้ยินเสียงของหล่น”
ผมพยายามพูด แต่เสียงแรกที่ออกมากลับเป็นลมหายใจสะอึก
“มันยังอยู่”
“อะไร”
“พ่อ...ผู้ชายคนนั้นไม่ได้เดินไปไหน เขาหมอบมองลอดใต้ประตู”
ผมมองแถบแสงใต้ประตูต่อไปอีกนาน
ระหว่างนั้นผมนึกถึงพ่อจริง ๆ
ตอนผมเด็ก พ่อชอบทำเป็นสัตว์ประหลาดแล้วมองลอดประตูห้องน้ำมาแกล้ง ผมหัวเราะจนต้องเรียกแม่มาช่วยห้าม
ความทรงจำผุดขึ้นมาอย่างไม่เหมาะไม่ควร
มีเสียงหัวเราะของพ่ออยู่ในนั้น
และผมเกลียดตัวเองที่ยังจำเสียงหัวเราะนั้นได้ชัดเจน