บทที่ 17 — ใบหน้าเดิม
ประตูที่เด็กเปิดออกไม่ได้พาไปสู่โถงบ้านในเช้าวันนั้น
ข้างหลังบานไม้เป็นห้องนั่งเล่นที่ผมเพิ่งวิ่งหนีขึ้นมาเมื่อครู่ โซฟาอยู่ตำแหน่งเดิม กลิ่นหมูตุ๋นยังลอยจากครัว นาฬิกาฝาผนังชี้เวลา 19.58 น.
เด็กเดินผ่านธรณีประตูไป แต่เมื่อผมก้าวตาม เขากลับหายไปอย่างเงียบงัน
ผมหยุดอยู่กลางห้อง
มือยังจำสัมผัสอุ่นเล็ก ๆ ของเขาได้ ทั้งที่ไม่เห็นเด็กคนนั้นแล้ว
ตรงโซฟามีคนนั่งสองคน
พ่อกับแม่
หรือคนที่ผมเรียกเช่นนั้นตลอดวันนี้
ทั้งคู่ลุกขึ้นเมื่อเห็นผม แม่ยิ้มกว้าง สีแดงบนริมฝีปากสดเกินจริง ดวงตายังมีตาขาวมากผิดปกติ ส่วนพ่อยืนตัวตรง สีหน้าที่ผมอ่านไม่ออกเหมือนเดิม
“เสี่ยวหลิน” แม่เรียก “ในที่สุดก็ลงมาเสียที”
ผมถอยหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
พ่อก้าวตามหนึ่งก้าว
คราวนี้ผมเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ไม่ใช่เพราะหน้าของพ่อเปลี่ยนไป แต่เพราะในความคิดผมมีภาพอีกภาพหนึ่งซ้อนขึ้นมา ใบหน้าของชายที่รีบเข้าห้องเพื่อซ่อนลูกยังอยู่ชัดเจนกว่าเดิม มีเหงื่อตรงขมับและมือที่สั่น
สองใบหน้าไม่ได้เป็นใบหน้าเดียวกัน
“ทำไมมองพ่อแบบนั้น” ชายตรงหน้าถาม
ผมมองเขาอย่างระมัดระวัง
ถ้าตามข้อความใต้เตียง ผมควรหาอาวุธ และทำให้พวกเขาหยุดหายใจก่อนนาฬิกาตีสองทุ่ม
แต่ถ้าฆ่าสองคนนี้ได้จริง ผมจะได้อะไรกลับมา
พ่อจะกลับมาหรือ
แม่จะกลับมาหรือ
เด็กใต้เตียงจะเลิกกลัวหรือ
ชายคนนั้นเดินเข้าใกล้ มือข้างหนึ่งยกขึ้นเหมือนจะจับแขนผม
ผมผงะ แต่ไม่ได้วิ่ง
“อย่าแตะผม”
เขาหยุด
แม่เริ่มร้องไห้ “ลูกเป็นอะไร ทำไมถึงกลัวพ่อกับแม่”
น้ำเสียงของเธอทำให้เจ็บอีกครั้ง
ผมจำได้ว่าแม่ตัวจริงเคยเรียกผมด้วยน้ำเสียงแบบนี้ แต่การจำเสียงได้ไม่ใช่เหตุผลว่าผู้หญิงตรงหน้าคือแม่ และการที่ใบหน้าพวกเขาน่ากลัวก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าภาพทุกอย่างที่ผมเห็นวันนี้เกิดขึ้นจริง
“ผมไม่รู้ว่าพวกคุณเป็นใคร” ผมบอก
พ่อขมวดคิ้ว “เสี่ยวหลิน”
“แต่ผมรู้ว่าพ่อแม่ผมเป็นใคร”
คำพูดนั้นดังชัดกว่าที่ผมคาด
ผมนึกถึงมือที่ลูบศีรษะอย่างรีบร้อน นึกถึงแม่ที่หัวเราะเพราะผมพยายามถูไฝบนมือเธอ นึกถึงกลิ่นอาหารซึ่งเคยหมายถึงการกลับบ้าน ไม่ใช่ภัยอันตราย
ใบหน้าพ่อแม่ปลอมเริ่มไม่มั่นคง
รอยยิ้มของแม่ยังอยู่ แต่เหมือนแปะบนหน้าคนอีกคน พ่อเอียงคอเล็กน้อยอย่างที่เขาทำตอนพยายามมองหน้าผมให้ชัด
ผมรู้สึกกลัวจนมือชา
ความเข้าใจที่เพิ่งเกิดไม่ได้ทำให้ความกลัวหายไป
แต่ครั้งนี้ผมไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างที่ความกลัวสั่ง
“ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว” ผมพูด
“ถ้าออกไปก็ต้องกลับมาอีก” พ่อบอก
“อาจใช่”
แม่มองผมด้วยตาที่เกือบเป็นสีขาวทั้งหมด
“แล้วถ้ากลับมาล่ะ”
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก
“ผมจะกลับมาพร้อมความทรงจำที่ต่างไป”
นาฬิกาเดินไปอีกหนึ่งจังหวะ
ไม่เกิดอะไรขึ้น
ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีบ้านพังทลาย ผมยังยืนอยู่ตรงหน้าใบหน้าที่น่ากลัวที่สุดสองใบหน้าที่เคยเห็น
แต่ผมไม่ได้มองพวกเขาเพื่อหาพ่อแม่อีกแล้ว
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากชั้นบน เป็นเสียงเรียกเข้าที่ผมใช้ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา
ผมไม่ขึ้นไปรับ
เสียงนั้นดังอยู่พักหนึ่งแล้วเงียบ
แม่ยื่นมือออกมาอีกครั้ง
“เสี่ยวหลิน”
ผมหลับตา
ในความมืด ผมเห็นเด็กวัยสิบสองเดินผ่านประตูด้วยขาของตัวเอง
แล้วผมก็ได้ยินเสียงอีกเสียงหนึ่ง
เป็นเสียงผู้ชายที่ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่โจฮวนในบ้าน แต่พูดอย่างสงบจากไกลออกไป
“ถ้าคุณได้ยินผม ไม่ต้องรีบตอบนะครับ”
ผมลืมตา
ห้องนั่งเล่นยังอยู่ แต่ฝั่งหนึ่งของผนังสว่างขึ้นอย่างช้า ๆ
“ลองหายใจตามเสียงผมก่อน”
ผมไม่รู้ว่าควรเชื่อเสียงนี้หรือไม่
แต่ครั้งนี้ผมไม่จำเป็นต้องเชื่อทั้งหมดในทันที
ผมเพียงหายใจเข้าช้า ๆ
แล้วปล่อยออก
---