บทที่ 9 — โต๊ะอาหาร
ผมไม่รู้ว่าแม่ยืนอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหน
บางทีเธออาจเพิ่งเดินมา บางทีเธออาจเห็นผมลงบันไดมาตั้งแต่ก้าวแรก หรือบางทีเธออาจเฝ้าดูอยู่หลังประตูห้องครัวตลอดเวลา ความเป็นไปได้สุดท้ายทำให้ผมอยากหันไปมองประตูบานนั้น แต่ผมฝืนตัวเองไว้
มือของเธอยังวางอยู่บนไหล่ผม
“ถ้าลูกมองเห็นเมื่อไร แม่อยากเป็นคนแรกที่ลูกบอก”
ประโยคนี้ควรทำให้รู้สึกอบอุ่น ผมเคยได้ยินแม่พูดเรื่องคล้ายกันหลายครั้งตลอดสามเดือนที่ตาบอด แม่ชอบให้ผมสัญญาว่าจะไม่เก็บความทุกข์ไว้คนเดียว และทุกครั้งผมก็มักรับปากส่ง ๆ เพื่อให้เธอเลิกเป็นห่วง
แต่ตอนนี้ผมกำลังโกหกคนที่มีเสียงเหมือนแม่อยู่ต่อหน้า
“ครับ” ผมตอบอีกครั้ง
เธอจึงยกมือออกจากไหล่ ความเย็นจากปลายนิ้วค่อย ๆ จางไป แต่ผมยังรู้สึกถึงน้ำหนักของมัน เหมือนมือข้างนั้นเพียงย้ายไปวางอยู่ในความคิด
“งั้นลงมานั่งกินอะไรหน่อยสิ”
“ผมกินโจ๊กไปแล้วนี่ครับ”
“กินไปกี่คำเอง” เธอหัวเราะ “แม่จำได้”
ผมจำได้เหมือนกัน จำได้ว่าช้อนแตะริมฝีปากกี่ครั้ง และทุกครั้งผมต้องคอยฝืนไม่ให้ตามองตามมือของเธอ
“พ่อกำลังทำของโปรดลูก”
จากห้องครัวมีกลิ่นซีอิ๊วผสมกระเทียมลอยมา กลิ่นนั้นทำให้ท้องผมบีบตัวด้วยความหิวอย่างน่าละอาย ทั้งที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนผมยังคิดว่าถ้าต้องกลืนอะไรที่สองคนนั้นส่งให้ลงไปอีกคงอาเจียนแน่
“หมูตุ๋นเหรอครับ”
“รู้ได้ยังไง”
ผมชะงัก
“ก็กลิ่นไงครับ”
“อ๋อ” เธอลากเสียงยาว “จมูกลูกดีจริง ๆ”
เธอเดินนำ ผมปล่อยให้เท้าแตะขอบผนังเป็นระยะ แสดงให้เห็นว่าตัวเองยังต้องอาศัยความเคยชินในการเดิน ข้างหน้ามีโต๊ะอาหารไม้ยาววางขนานกับหน้าต่าง บนผนังมีภาพทิวเขาในกรอบสีเข้ม ซึ่งผมไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับรู้สึกเหมือนรู้ว่าภาพนั้นควรแขวนตรงไหน
แม่ดึงเก้าอี้ออกให้
“นั่งสิลูก”
ผมยื่นมือออกไปคลำก่อนนั่ง เธอไม่ได้พูดอะไร แต่ผมเห็นหางตาเธอขยับตามนิ้วผมทุกครั้ง
บนโต๊ะมีชามข้าวสามใบ ตะเกียบสามคู่ และแก้วน้ำสามใบ วางตรงตำแหน่งเหมือนมีคนจัดด้วยไม้บรรทัด เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถูกเลื่อนออกเล็กน้อย ใครสักคนนั่งตรงนั้นเมื่อครู่ ผมอยากถามว่าใคร แต่ได้ยินเสียงพ่อจากในครัวเสียก่อน
“เสี่ยวหลิน ลงมาแล้วเหรอ”
“ครับพ่อ”
“ดีเลย วันนี้พ่อทำเอง”
เสียงโลหะกระทบเขียงดังแกร๊ก แล้วตามด้วยเสียงหัวเราะของแม่
“อย่าไปเชื่อพ่อเขานะ ปกติหั่นผักยังไม่ตรงเลย”
เป็นบทสนทนาธรรมดาจนน่ากลัว ทั้งสองหยอกกันแบบที่พ่อแม่ของผมเคยทำ ผมจำได้ว่าแม่ชอบแกล้งตำหนิพ่อเรื่องทำอาหาร ส่วนพ่อจะตอบว่าคนทำต้องมีสิทธิ์ชิมก่อน
ผมเผลอยิ้ม
วินาทีถัดมา ผมเกลียดตัวเองที่ยิ้มได้
โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นหนึ่งครั้ง ผมไม่หยิบออกมาดูทันทีเพราะแม่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความหวังว่าโจฮวนอาจส่งข่าวว่าตำรวจกำลังมา
“เสียงอะไร” แม่ถาม
“ข้อความโฆษณามั้งครับ”
“โจฮวนหรือเปล่า”
ผมเงยหน้าเกือบจะทันที แล้วนึกได้ว่าไม่ควรทำเช่นนั้น
แม่กำลังยิ้ม แต่ไม่ใช่ยิ้มแบบเมื่อครู่ ริมฝีปากที่ทาสีแดงสดหยุดอยู่ในรูปโค้งแน่นิ่ง ขณะที่ดวงตาของเธอจับอยู่ตรงกระเป๋ากางเกงผม
“เขาบอกว่าจะมาเยี่ยมใช่ไหมลูก”
“น่าจะครับ”
“ดีจังเลย” เธอพูด “บ้านเราจะได้มีแขกสักที”
คำว่า แขก ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแขกเสียเอง
พ่อเดินออกมาพร้อมหม้อ เขาสวมผ้ากันเปื้อนสีเทา เหนือกระเป๋าผ้ามีรอยเปื้อนสีคล้ำเป็นแนวยาว ผมมองมันแวบเดียวก็รีบหลบตา
“วันนี้ต้องกินเยอะ ๆ” พ่อพูด “คนกำลังจะหายป่วยต้องมีแรง”
หม้อถูกวางลงกลางโต๊ะ ไอน้ำลอยขึ้นบังหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง ผมรู้สึกขอบคุณไอน้ำนั้นอย่างไร้เหตุผล
“พ่อครับ” ผมเรียก
“หืม”
คำถามที่แท้จริงอยู่ตรงปลายลิ้น พ่อเป็นใคร
แต่สิ่งที่ผมพูดออกไปกลับเป็น “เมื่อก่อนพ่อทำเมนูนี้บ่อยไหมครับ”
ชายคนนั้นหยุดตักอาหารไปชั่วขณะ
“ทำสิ” เขาตอบ “ตอนลูกยังเด็ก ลูกชอบจนกินสองชาม”
“ช่วงไหนเหรอครับ”
เขามองแม่ แม่มองเขา เป็นการสบตาสั้น ๆ ที่คนไม่ระแวงอาจไม่ทันสังเกต
“ก็ตอนเราอยู่บ้านเก่าไง” แม่ตอบแทน “ลูกจำไม่ได้แล้วเหรอ”
ผมกำมืออยู่ใต้โต๊ะ
ผมจำบ้านเก่าไม่ได้
ไม่ใช่จำไม่ได้แบบลืมว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เมื่อพยายามนึกถึงมัน ความคิดกลับว่างเปล่าอย่างประหลาด ราวกับมีใครลบส่วนหนึ่งของภาพออกแล้วเอากระดาษขาวแปะทับ
“ผมคงยังมึน ๆ จากยา”
แม่รีบตักข้าวให้ “งั้นกินก่อน ไม่ต้องนึกอะไร”
ผมมองช้อนที่เธอยื่นมา แล้วค่อย ๆ ยื่นมือรับโดยไม่ให้สายตาตาม
ขณะนั้นโทรศัพท์สั่นอีกครั้ง
ผมคิดถึงโจฮวน คิดถึงภาพบ้านร้างที่เขาส่งมา และคิดถึงสิ่งหนึ่งที่ยังไม่กล้าบอกเขา
หากโจฮวนกำลังอยู่ในบ้านหลังเดียวกันแต่คนละสภาพจริง ทำไมเสียงคนในบ้านนี้จึงรู้จักเขาดีถึงเพียงนั้น
และทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่เคยถามเลยว่าเขามาถึงหรือยัง
---