บทที่ 8 — ระยะห่างของหนึ่งก้าว
“ฉันจะลองโทรหาตำรวจ” โจฮวนพูด
“แกจะบอกว่าอะไร”
“บอกว่ามีคนอาจตกอยู่ในอันตราย”
“แล้วถ้าตำรวจมาที่บ้านของแก แต่ไม่เห็นฉันล่ะ”
“อย่างน้อยก็มีคนอื่นช่วยตรวจดู”
ผมไม่เถียงอีก
หลังวางสาย ผมกลับมาดูโทรศัพท์ แบตเตอรี่เหลือสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขสีแดงเล็ก ๆ นั้นทำให้ปัญหาที่ดูใหญ่จนจับต้นชนปลายไม่ถูกย่อเหลือเพียงสิ่งหนึ่งที่ผมแก้ไขได้
ต้องชาร์จแบต
ผมค้นหัวเตียง ลิ้นชัก และข้างหมอนอย่างเงียบที่สุด ไม่พบสายชาร์จ ผมจำได้ว่าตอนกินข้าวเมื่อคืน ผมต่อโทรศัพท์ไว้กับปลั๊กข้างโต๊ะอาหารเพื่อฟังนิยายเสียง
ก่อนหน้านี้ผมเดินลงไปหาพ่อโดยไม่คิด และเกือบถูกจับได้
ตอนนี้แค่จินตนาการว่าต้องเปิดประตูอีกครั้ง ผมก็รู้สึกชาที่ปลายนิ้ว
ผมลองคิดหาทางอื่น ใช้สายจากโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์ที่อาจอยู่ในห้อง แต่ห้องนี้ไม่มีอุปกรณ์ใดที่ผมแน่ใจว่าเสียบแทนกันได้ และผมจำเป็นต้องเก็บแบตไว้ติดต่อโจฮวน
ผมแง้มประตูฟังเสียงด้านนอก
บ้านเงียบ
ไม่ใช่เงียบแบบไม่มีคนอยู่ เสียงน้ำจากท่อดังเป็นจังหวะที่ผนัง เสียงนาฬิกาชั้นล่างเดินติ๊กต่อกสม่ำเสมอ และมีกลิ่นบางอย่างคล้ายกระเทียมเจียวลอยมาจาง ๆ
เหมือนมีคนกำลังเตรียมอาหารเย็น
ผมก้าวออกมา
ระหว่างเดินลงบันได ผมพยายามนับขั้นเพื่อบังคับให้ตัวเองช้าลง พอก้าวถึงชั้นล่าง ผมมองเห็นถ้วยกระเบื้องใบหนึ่งบนโต๊ะกลางห้อง มีช้อนวางพาดขอบ และน้ำชาในแก้วยังมีไอร้อนบาง ๆ
บ้านไม่ใช่บ้านร้าง
อย่างน้อยก็ไม่ใช่บ้านร้างสำหรับผม
ผมใช้มือแตะพนักเก้าอี้แล้วเดินตามขอบโต๊ะกินข้าวไปจนถึงปลั๊กผนัง สายชาร์จอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
ความโล่งใจเล็ก ๆ ทำให้ผมหัวเราะออกมาทางจมูก
เพียงแค่พบสายชาร์จเส้นหนึ่ง ผมก็รู้สึกเหมือนรอดชีวิตไปได้อีกวัน
“ลงมาทำอะไรจ๊ะ”
เสียงนั้นดังขึ้นจากด้านหลังใกล้เกินไป
ผมสะดุ้ง แต่พยายามเปลี่ยนเป็นทำโทรศัพท์หลุดมือ มันกระแทกโต๊ะดังแกร๊ก
ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ข้างทางเข้าครัว
ผมไม่รู้ว่าเธอมาตั้งแต่เมื่อไร
ผ้ากันเปื้อนสีอ่อนผูกอยู่รอบเอว ปลายนิ้วข้างหนึ่งมีแป้งติด ริมฝีปากแดงเข้มยังยิ้มเหมือนเดิม แต่ดวงตาเล็กดำของเธอไม่ได้ยิ้มตาม
“ผมหาสายชาร์จครับแม่”
“เมื่อกี้เดินเร็วเชียว”
เสียงแม่อ่อนโยนราวกับกำลังชมเด็กที่เพิ่งหัดเดิน
“สามเดือนนี้ฝึกเก่งขึ้นเยอะแล้วนะ”
ผมพยายามวางมือบนโต๊ะอย่างเป็นธรรมชาติ
“เดินบ่อยก็คุ้นครับ”
“จริงเหรอ”
เธอขยับเข้ามาหนึ่งก้าว
ผมไม่ขยับ
“แม่ยังจำได้เลย ตอนแรก ๆ ลูกชนมุมโต๊ะบ่อยมาก”
“ครับ”
“แต่เมื่อกี้ลูกหลบเก้าอี้ตรงทางเดินได้พอดีเลย”
หัวใจผมเต้นแรงขึ้น
ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าหลบเก้าอี้ไปตอนไหน
เธอเข้ามาอีกก้าว จนผมได้กลิ่นสบู่กับกลิ่นอับบางอย่างใต้ผ้ากันเปื้อน
“เสี่ยวหลิน”
ผมมองผ่านไหล่เธอไปยังผนัง
“ลูก...” เธอเว้นช่วงอย่างระมัดระวัง “กลับมามองเห็นแล้วหรือเปล่า”
ผมรู้สึกเหมือนพื้นห้องเคลื่อนออกไปจากใต้เท้า
เพียงคำถามเดียวก็ทำให้ผมเข้าใจทันทีว่า ทุกการเคลื่อนไหวของผมตั้งแต่เปิดประตูห้องเมื่อเช้าอาจถูกจดจำไว้หมดแล้ว
ผมฝืนหัวเราะ
“ถ้าเห็น ผมก็บอกแม่แล้วสิครับ”
เธอเงียบ
ผมไม่กล้ามองหน้า แต่เห็นเงาของเธอทอดลงบนพื้น ใกล้ปลายเท้าผมเพียงคืบเดียว
“แม่ก็หวังอย่างนั้น” เธอพูด
มือเย็น ๆ วางลงบนไหล่ผม
นิ้วทั้งห้ากดเบา ๆ แต่ไม่ปล่อย
“เพราะถ้าลูกมองเห็นเมื่อไร”
เธอหยุดอีกครั้ง
ผมได้ยินเสียงเครื่องดูดควันในครัวเริ่มทำงาน ทั้งที่เมื่อครู่ยังไม่มีเสียง
“แม่อยากเป็นคนแรกที่ลูกบอก”
ผมพยักหน้า
“แน่นอนครับ”
“สัญญานะ”
คำว่าสัญญาทำให้ผมรู้สึกแปลกประหลาดชั่วขณะ เหมือนเคยได้ยินใครบางคนพูดด้วยน้ำเสียงเดียวกัน แต่ผมจับภาพในหัวนั้นไว้ไม่ทัน
“ครับ”
เธอปล่อยไหล่ผมในที่สุด
“งั้นเอาสายชาร์จมา เดี๋ยวแม่เสียบให้”
ผมกำโทรศัพท์แน่นกว่าเดิม ก่อนค่อย ๆ ยื่นสายให้โดยไม่ยื่นเครื่องตาม
“ผมเสียบเองได้ครับ”
“ปลั๊กอยู่ต่ำ เดี๋ยวหัวกระแทก”
“ผมจำตำแหน่งได้”
ทันใดนั้น ผมก็รู้ว่าพูดผิด
เธอเงยหน้าเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นดูเหมือนขยับเข้ามาใกล้ทั้งที่ตัวไม่ได้เคลื่อน
“จำตำแหน่งได้” เธอทวนเบา ๆ
ผมหยุดหายใจ
แล้วเธอก็หัวเราะ
“ลูกแม่เก่งจริง ๆ”
เสียงหัวเราะเหมือนแม่ทุกประการ
แต่ผมไม่รู้แล้วว่าควรรู้สึกอบอุ่นหรือหวาดกลัวกับมัน