บทที่ 4 — มาเรียนเวทมนตร์กันเถอะ (1)
การเรียนเวทมนตร์ต่างจากที่ผมคิดไว้นิดหน่อย ผมนึกว่าต้องฝึกหายใจหรือนั่งขัดสมาธิเพื่อสัมผัสมานา แต่สิ่งแรกที่ต้องทำกลับเป็นการศึกษาหาความรู้
ผมเปิดคัมภีร์อีกครั้ง แล้วนั่งลงที่โต๊ะพร้อมสมุดจด เหมือนกำลังอ่านตำราวิชาเอก ผมค่อย ๆ อ่าน ‘ปริศนาแห่งหนอน’ จดบันทึกและท่องจำไปทีละเรื่อง
“อ๋อ วันประจำดาวเคราะห์มันเป็นอย่างนี้นี่เอง วันของดาวพุธก็คือวันพุธ วันของดาวพฤหัสก็คือวันพฤหัสบดี เข้าใจง่ายกว่าที่คิดแฮะ”
วันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์
ดวงจันทร์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัสบดี ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ และดวงอาทิตย์
ตามทฤษฎีเวทมนตร์ยุคกลาง ดาวทั้งเจ็ดนี้มีพลังเวทมนตร์มหาศาล คาถาทรงพลังบางอย่างจึงต้องอาศัยคุณสมบัติและพลังของดาวที่ตรงกันในการร่าย แต่เลือกให้ถูกวันอย่างเดียวไม่พอ ต้องเลือกเวลาให้ถูกด้วย
พลังของดาวประจำวันจะเข้มข้นที่สุดในชั่วโมงแรกหลังพระอาทิตย์ขึ้น จากนั้นพลังของดาวดวงอื่นจะหมุนเวียนสลับกันไปทุกชั่วโมง เมื่อมีดาวอยู่เจ็ดดวง หากพลาดชั่วโมงแรก ก็ต้องรออีกเจ็ดชั่วโมงกว่าชั่วโมงของดาวประจำวันจะวนกลับมา และเพราะเวลาอาทิตย์ขึ้นในฤดูร้อนกับฤดูหนาวไม่เท่ากัน จึงต้องคำนวณให้ดี
...เรื่องต้องจำเยอะชะมัด ใช้วงจรมานาแทนพลังดาวเคราะห์ไม่ได้หรือไง
แต่ดูเหมือนจะต้องทำแบบนั้นเฉพาะคาถาบางอย่างเท่านั้น ลองดูซิว่าคาถาพวกนั้นวิเศษวิโสแค่ไหน
[คาถาค้นหาของที่ถูกขโมย] [คาถาป้องกันอุบัติเหตุถึงตายระหว่างออกกำลังกาย] [คาถาทำถุงเท้าที่ช่วยให้เดินทางได้โดยไม่เหนื่อย] [คาถาทำให้ผู้อื่นชื่นชอบ] [คาถาช่วยให้หลอกลวงผู้อื่นสำเร็จ]
และยังมีอีกสารพัด
ผมกะพริบตาอย่างห้ามไม่อยู่
มันก็น่าทึ่งอยู่หรอก แต่ว่า... น่าผิดหวังชะมัด ไม่มีอะไรเป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้หน่อยเหรอ แบบที่ดูอลังการน่ะ
ระหว่างนั้นเอง กริซลีย์คงเห็นผมกำลังอ่านหนังสือเพลิน จึงแอบยื่นมือไปแตะประตูตู้เย็น
“กรรร”
กริซลีย์ คือชื่อที่ผมตั้งให้แวมไพร์ล่องหน เพราะมันฉีกคนเป็นชิ้น ๆ ผมเลยตั้งชื่อตามหมี หมีกริซลี
ไม่รู้ว่าไปติดใจอะไรนักหนา แต่มันชอบเปิด ๆ ปิด ๆ ประตูตู้เย็นเหลือเกิน
เอี๊ยด...
“กริซลีย์”
“กี๊...”
พอได้ยินเสียงเรียกของเจ้านาย กริซลีย์ก็ปิดประตูลงอย่างว่าง่าย
ผมยื่นมือไปลูบหัวมัน สัมผัสนั้นเย็น เรียบลื่น และแข็ง ผมไม่เคยจับสัตว์เลื้อยคลานหรอก แต่เดาว่าคงให้ความรู้สึกคล้ายกัน
“ดีมาก เด็กดี”
“กรรร”
แวมไพร์ล่องหนเป็นสัตว์ประหลาดน่ากลัวก็จริง แต่ผมตั้งใจจะทำดีกับมันให้มากที่สุด ไม่รู้จะช่วยได้แค่ไหน อย่างน้อยเวลามันหิว มันอาจนึกออกว่าผมคือคนให้อาหาร ไม่ใช่อาหารของมัน
ผมลูบหัวและเกาหัวกริซลีย์อีกสองสามครั้ง ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กข่าว
[ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย ○○ เสียชีวิตสลด สงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในย่านมหาวิทยาลัย]
ไม่ผิดคาด การตายของอาจารย์กลางห้องบรรยายกลายเป็นข่าวใหญ่ แถมยังถูกโยงเข้ากับชายที่ตายแถวมหาวิทยาลัยอีกด้วย มีคนถูกฆ่าตาย แต่กลับไม่มีร่องรอยของฆาตกร
ผมเลื่อนดูข้อความบนอินเทอร์เน็ต บ้างก็เอาไปโยงกับปรากฏการณ์ลุกไหม้เอง แล้วตั้งชื่อว่า ‘การถูกชำแหละเองโดยไร้สาเหตุ’ บ้างอ้างว่าเชื้อไวรัสลึกลับทำให้ร่างเหยื่อระเบิดจากข้างใน บ้างก็หาว่านักศึกษารุมฆ่าอาจารย์แล้วเตี๊ยมคำให้การกัน
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เรื่องนี้ก็ไม่ดีสำหรับผมเลย เพราะผมอยู่ในที่เกิดเหตุทั้งสองครั้ง
อันตรายแล้วล่ะ แค่อยู่ในที่เกิดเหตุยังไม่ใช่หลักฐานว่าผมเป็นฆาตกร แต่เมื่อไม่มีหลักฐานอะไรเลย ตำรวจก็อาจเรียกผมไปสอบปากคำ เผื่อจะได้เบาะแสบ้าง
ครั้งแรกอาจมองว่าเป็นความซวย แต่ครั้งที่สองคงดูไม่ดีนัก ยังโชคดีที่ห้องบรรยายซึ่งอาจารย์เสียชีวิตไม่มีกล้องวงจรปิด จึงไม่มีภาพเหตุการณ์ ทว่าพอได้รายชื่อผู้เข้าเรียนวันนั้นมา พวกเขาก็คงรู้ทันทีว่าผมอยู่ที่นั่นด้วย
“...”
...หรือผมจะคิดแง่ร้ายเกินไป บางทีพวกเขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมอยู่ในที่เกิดเหตุครั้งแรก ต่อให้รู้ ก็คงปล่อยผ่านได้บ้างละมั้ง
“เฮ้อ...”
ผมถอนหายใจแล้วหยุดปลอบตัวเองแบบลม ๆ แล้ง ๆ เสียที มองโลกในแง่ดีไม่ใช่เรื่องผิด แต่การคิดว่าอะไร ๆ คงดีเองนั้นคนละเรื่อง โลกไม่ได้ใจดีและคอยเอาอกเอาใจผมขนาดนั้น เรื่องนี้ผมควรจำได้ตั้งแต่แม่แท้ ๆ เอาผมไปทิ้งไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตอนอายุห้าขวบแล้ว
...นึกถึงวันนั้นขึ้นมาทีไรก็หงุดหงิดทุกที ตอนนี้ผมจำหน้าเธอไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ
ยัยผู้หญิงสารเลว ถ้าจะทิ้งกันอยู่แล้ว ทำไมไม่ทิ้งตั้งแต่ผมยังเป็นทารก ผมเลยพลาดช่วงที่คนรับเด็กไปเลี้ยงกันมากที่สุด สุดท้ายก็ไม่มีใครรับผมไป
ผมหัวเราะอย่างขื่นขม ก็ใช่ว่าผมจะเป็นเด็กน่ารักอะไรนักหรอก ด้วยนิสัยแบบนี้ ต่อให้มีคนรับไปเลี้ยง ก็คงถูกส่งคืนในทันที
แต่ผมไม่ใช่คนชอบจมอยู่กับอดีต
เอาเป็นว่าตอนนี้มีปัญหาต้องแก้อีกเยอะ... แทบจะมีแต่ปัญหาเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าสรุปแล้ว สิ่งที่ผมต้องทำต่อจากนี้มีอยู่สามอย่าง
หนึ่ง ศึกษาเวทมนตร์จากคัมภีร์ เรื่องนี้จำเป็นแน่นอน นอกจากจะช่วยให้เข้าใจคัมภีร์และควบคุมกริซลีย์ได้ ความรู้กับคาถาข้างในอาจมีประโยชน์กับผมอีกมาก
สอง ปกปิดความเกี่ยวข้องของตัวเองกับการตายของชายคนนั้นและอาจารย์
หน่วยงานรัฐดูเหมือนทำงานไม่ได้เรื่อง แต่บางคราวกลับเก่งในเรื่องที่คาดไม่ถึง หรือผมอาจคิดไปเองก็ได้
แต่ในเมื่อคัมภีร์เวทมนตร์กับสัตว์ประหลาดมีอยู่จริง ก็ต้องมีองค์กรลับของรัฐบาลที่ดูแลเรื่องพวกนี้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยบ้างละ องค์กรนั้นย่อมต้องสืบเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วก็อาจตามมาถึงตัวผม
ผมต้องซ่อนให้มิดว่าตัวเองครอบครองคัมภีร์ ‘ปริศนาแห่งหนอน’ และเป็นเจ้านายของแวมไพร์ล่องหน
พวกนั้นอาจชวนผมเข้าร่วมก็ได้ แต่คิดดูยังไง การฆ่าไอ้เด็กกำพร้าไร้เส้นสายไร้อำนาจสักคนแล้วเอาคัมภีร์ไปเก็บ น่าจะง่าย ปลอดภัย และไว้ใจได้กว่าต้องมาวุ่นวายกับผม
และอย่างสุดท้าย ข้อสาม สำคัญที่สุด
“กี๊ยา”
กริซลีย์เห็นผมเอาแต่จ้องมันเงียบ ๆ จึงเอียงคอ ก่อนยื่นกะละมังที่ใช้เป็นชามอาหารมาตรงหน้า
“กี๊ยาห์!”
ราวกับกำลังบอกว่า ‘เอาของกินมา!’ ...ไม่สิ ไม่ใช่ราวกับ มันกำลังบอกให้ผมเอาของกินมาให้จริง ๆ
“...”
สาม หาเงินให้พอเลี้ยงกริซลีย์
รู้แล้วว่ามันกินเนื้อจากร้านขายเนื้อกับนมได้ก็ดีอยู่หรอก แต่เพราะตัวมันใหญ่หรือไงไม่รู้ มันถึงกินเยอะเป็นบ้า
...หรือผมควรพักเรียนแล้วไปรับงานพิเศษเพิ่มดี
อย่างน้อยมันก็ไม่ถ่ายออกมา ไม่รู้เพราะย่อยทุกอย่างหมดหรือระบบร่างกายสัตว์ประหลาดไม่เหมือนสัตว์ทั่วไป แต่ก็ยังดีที่ผมไม่ต้องซื้อกระบะทรายกับถุงเก็บอึ
[ห้องประชุมหน่วยตอบสนองเหตุพิเศษ]
ไม่มีใครคิดจะเขียนหรือพูดให้ชัดว่าหน่วยนี้ตอบสนองต่ออะไร องค์กรที่รับมือกับสิ่งเหนือความเข้าใจของมนุษย์และรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม นั่นแหละคือหน่วยตอบสนองเหตุพิเศษ
จุดเริ่มต้นของคดีครั้งนี้
บนจอในห้องประชุมกำลังฉายภาพชายคนหนึ่งถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมกลางถนนในย่านมหาวิทยาลัย แขนเขาถูกกระชากขาด เครื่องในกระจัดกระจาย มองเห็นการฆ่าได้ชัดเจน แต่กลับมองไม่เห็นตัวฆาตกร
“...ไอ้คนวิปริตที่ไหนทำเรื่องแบบนี้”
ที่ผ่านมา เหตุการณ์ประหลาดส่วนใหญ่มักเกิดในตึกร้างหรือสถานที่ลับตาคน แต่ครั้งนี้กลับเกิดขึ้นอย่างอุกอาจกลางถนน แถมวันรุ่งขึ้นอาจารย์มหาวิทยาลัยยังถูกฆ่าในห้องบรรยายอีกคน แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าสองเหตุการณ์เกี่ยวข้องกันหรือไม่ก็ตาม
คนลงมือไม่มีสติยั้งคิดแล้วหรืออย่างไร หรือกำลังประกาศสงคราม
ผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังหน่วยตอบสนองเหตุพิเศษต่างแตกตื่นกับการฆ่าอย่างไม่เกรงกลัวใครเช่นนี้ คนที่เคยชินกับการนั่งสั่งงานจากที่ปลอดภัย บัดนี้กลับต้องกลัวว่าสักวัน ‘อะไรบางอย่าง’ ที่มองไม่เห็นอาจโผล่มาฆ่าตนได้ทุกเมื่อ
“ว่าแต่ทำไมต้องฆ่าชายคนนั้นโหดเหี้ยมขนาดนั้น เขาเป็นใครกัน”
“คนที่ทำเรื่องแบบนี้ได้ อาจฆ่าเขาเพราะเบื่อก็ได้มั้ง”
“หรือบางทีคนลงมืออาจไม่ใช่มนุษย์ตั้งแต่แรก”
ท่ามกลางเสียงซุบซิบของเจ้าหน้าที่คนอื่นในที่ประชุม หญิงสาวท่าทางเรียบร้อยที่ยืนอยู่หน้าห้องยังคงรายงานต่อไป เธอคือชินชีอนแห่งหน่วยตอบสนองเหตุพิเศษ
“ตอนนี้เรากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ว่ามีคัมภีร์เวทมนตร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ค่ะ”
ชีอนเปลี่ยนสไลด์ บนจอปรากฏภาพหนังสือเก่าเล่มหนึ่งที่มีปกสีขาวงดงาม
“นี่คือคัมภีร์ ‘เดอะ บุ๊ก ออฟ ดิ แองเจิล ราเซียล’ ซึ่งเดิมเก็บรักษาไว้ที่วาติกัน แต่ตอนนี้หายไปแล้วค่ะ มันสัมผัสได้ว่ามีคนที่เหมาะจะเป็นเจ้าของ จึงออกเดินทางไปตามหาด้วยตัวเอง”
“...หมายความว่ายังไง”
“คัมภีร์เวทมนตร์ไม่ใช่สิ่งของที่จะขังเก็บไว้เฉย ๆ ได้ค่ะ ที่มันยอมหยุดเคลื่อนไหวไปช่วงหนึ่งก็เพียงเพราะยังไม่มีเจ้านายที่ถูกใจเท่านั้น”
ชีอนอธิบายด้วยน้ำเสียงสงบ
“คัมภีร์ที่มีพลังมหาศาลจะหาเจ้าของใหม่ด้วยการจัดการเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้คนที่ตรงรสนิยมหรือเข้ากันได้มาพบและเลือกมัน หรือไม่ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องบังเอิญไปเลย”
“อย่างเช่นแทรกตัวอยู่ในกองมรดกในฐานะหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง หรือรอเจ้าของอยู่ในร้านหนังสือมือสอง”
ข้าราชการคนนั้นลูบคาง
“...ถ้าอย่างนั้นคุณกำลังบอกว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับ ‘เดอะ บุ๊ก ออฟ ดิ แองเจิล ราเซียล’ งั้นหรือ”
“ไม่ใช่ค่ะ เวทมนตร์ใน ‘เดอะ บุ๊ก ออฟ ดิ แองเจิล ราเซียล’ มีทั้งการทำนาย การอ่านความลับในใจคน และคาถาของเทวทูต”
ชีอนเปลี่ยนสไลด์กลับไปเป็นภาพชายที่ถูกฆ่ากลางถนน
“ที่เราสันนิษฐานว่ามีคัมภีร์เกี่ยวข้อง เพราะคดีนี้ไม่ตรงกับรูปแบบพฤติกรรมของเหล่าจอมเวทหรือสิ่งผิดปกติค่ะ ต่อให้พวกเขาก่อเหตุ ก็ไม่ทำกันอย่างโจ่งแจ้งกลางถนนที่มีกล้องวงจรปิดเต็มไปหมด แต่จะระวังตัวมากกว่านี้”
น้ำเสียงเรียบนิ่งของเธอดังไปทั่วห้องประชุม ขณะค่อย ๆ ไล่เรียงข้อมูลทีละข้อ
“ด้วยเหตุนี้ หน่วยตอบสนองเหตุพิเศษจึงกำลังพิจารณาว่าเหตุการณ์ครั้งนี้อาจเกิดจากใครบางคนที่บังเอิญได้คัมภีร์เวทมนตร์หรือวัตถุอันตรายมา แล้วใช้มันอย่างควบคุมไม่ได้ค่ะ”